จำนวนผู้เข้าชม

  • 23692

ปฏิทิน

February 2012
M T W T F S S
« Apr    
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
272829  

กรมวิทย์การันตี 'ใบมะรุม' ปลอดภัย ทดสอบพิษกับหนูไม่พบผิดปกติ

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยผลศึกษาพิษเฉียบพลันของใบมะรุม ระบุไม่ทำให้เกิดอาการพิษเฉียบพลัน ไม่พบความผิดปกติของอวัยวะภายในและไม่ทำให้หนูตาย ยืนยันการรับประทานผงใบมะรุมสารสกัดใบมะรุม ด้วยน้ำหรือน้ำชา เพื่อเสริมสุขภาพในระยะสั้นๆมีความปลอดภัยแน่นอน อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องเร่งศึกษาด้านมาตรฐานและคุณภาพทางเคมีรวมทั้งพิษเรื้อรังเพิ่มเติมเพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจในการใช้เสริมสุขภาพระยะยาวต่อไป นพ.มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่าปัจจุบันผู้บริโภคนิยมรับประทานสมุนไพรมะรุมเพื่อบำรุงสุขภาพ โดยในท้องตลาด มีผลิตภัณฑ์ใบมะรุมจำหน่ายอย่างแพร่หลาย เช่น ประเภทแคปซูล ชาชง เป็นต้น สมุนไพรมะรุมนี้เป็นที่รู้จักของคนไทยมาตั้งแต่โบราณ บ้างก็รับประทานเนื้อในฝักและ เมล็ดเป็นอาหารโดยในตำราแผนโบราณของไทยระบุว่า เปลือกต้นใช้เป็นยาขับลมในลำไส้ รักษาแผลในปากและป้องกันอาการเมาสุราได้ บางประเทศใช้เป็นยาครอบจักรวาล

แต่จากรายงานทางวิทยาศาสตร์ พบว่า ใบมะรุมมีฤทธิ์น่าสนใจหลายประการ เช่นลดความดันโลหิตสูง ป้องกันพิษต่อตับที่เกิดจากสารคาร์บอนเตตระคลอไรด์ (carbontetrachloride) และยาต้านอักเสบชนิดไดโคลฟีแนก (diclofenac) ได้ดี ฤทธิ์ต้านการก่อมะเร็งที่เกิดจาก เอปสไตน์บาร์ ไวรัส (Epstein-Barr virus) สารสกัดโปรตีนจากใบมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและต้านเชื้อรา นอกจากนี้ ผลมะรุมยังมีฤทธิ์ลดคอเลสเตอรอล และไขมันในเลือด

แต่ขณะนี้ยังไม่มีรายงานด้านความปลอดภัยของสมุนไพรมะรุม เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคและแจ้งเตือนภัยในการรับประทานสมุนไพรใบมะรุม เพื่อเสริมสุขภาพ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยสถาบันวิจัยสมุนไพรได้ศึกษาพิษเฉียบพลันของสมุนไพรมะรุมโดยเก็บตัวอย่างใบมะรุมจากสวนสมุนไพรกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จันทบุรี ตรวจสอบชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ Moringa oleifera Lam.นำมาเตรียมให้อยู่ในรูปผงละเอียดและสารสกัดมะรุม

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวต่ออีกว่า ผลการทดสอบพิษเฉียบพลัน ในหนูถีบจักร พบว่า ใบมะรุมที่ขนาด 5 กรัมต่อกิโลกรัม และสารสกัดใบมะรุม ขนาด 20 กรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าขนาดที่คนรับประทานถึง 125 เท่า และ1300 เท่าตามลำดับ ไม่ทำให้เกิดอาการพิษเฉียบพลัน ไม่มีหนูตัวใดเสียชีวิต และไม่พบความผิดปกติของอวัยวะภายในทางมหพยาธิวิทยา (หรือระดับตาเปล่า)

ดังนั้น เบื้องต้นสรุปได้ว่าการรับประทานใบมะรุมเพื่อเสริมสุขภาพในระยะสั้นๆน่าจะมีความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องมีการศึกษาด้านมาตรฐานและคุณภาพทางเคมีรวมทั้งพิษเรื้อรังของใบมะรุมเพิ่มเติมต่อไปเพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจในการใช้เสริมสุขภาพระยะยาวต่อไป

นอกจากนี้ ขอแนะนำผู้บริโภคว่าการรับประทานอาหารหรือสมุนไพร มีทั้งคุณประโยชน์และโทษฉะนั้นไม่ควรรับประทานอาหารหรือสมุนไพรชนิดเดียวกันเป็นเวลานานๆ ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายและผลข้างเคียงต่อร่างกายได้ โดยในวันหนึ่งๆ ควรเลือกรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ และควรรับประทานให้พอเหมาะพอดีและหมุนเวียนไม่ซ้ำซาก เพื่อให้ได้สารอาหารที่ร่างกายต้องการอย่างครบถ้วน

ที่มา: โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 ตุลาคม 2552

อาหารต้องห้าม สำหรับโรคบางชนิด

อาหารต้องห้าม สำหรับโรคบางชนิด
ยามเจ็บไข้ได้ป่วย อาจจะได้รับคำแนะนำจากคนเถ้าคนแก่ ว่าห้ามรับประทานโน่นนี่ เพราะมันอาจเป็น ของแสลง บางอย่างก็นึกว่าทานได้ไม่เห็นมันน่าจะเกี่ยวกันตรงไหนแต่รับฟังไว้บ้างก็ดีเพราะดูจะมีมูลอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 10 โรคที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้
1. เป็นไข้หวัด มีไข้สูง : ควรหลีกเลี่ยงอาหารไม่สุก อาหารที่เย็นมาก ๆ อาหารทอด อาหารมัน ซึ่งเป็นอาหารที่ย่อยยาก จะทำให้เกิดความร้อนสะสม เปรียบเสมืออาหารเชื้อเพลิง หรือเป็นการเติมน้ำมันเข้าไปในกองไฟนั่นแหละ
2. โรคกระเพาะ : ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ ชาแก่ ๆ กาแฟ ของเผ็ด ของทอด ของมัน เพราะอาหารเหล่านี้ ทำให้เกิดความร้อนสะสม ทำให้โรคหายยาก ทางที่ดีควรจะรับประทานอาหารปริมาณน้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง รับประทานอาหารให้ตรงเวลา และเป็นอาหารที่ย่อยง่าย
3. โรคความดันเลือดสูง : โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุที่มักมีปัญหาเลือดเลือดแข็งตัว ขาดความยืดหยุ่น ควรหลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารที่มีคอเรสเตอรอลสูง เช่น หมูสามชั้น ไขกระดูก ไข่ปลา โกโก้ รวมทั้งเหล้า เพราะอาหารเหล่านี้ทำให้เกิดความร้อนชื้นสะสมในร่างกาย และความชื้นก็มีผลก็ทำให้เกิดความหนืดของการไหลเวียนทุกระบบในร่างกาย และความร้อนก็จะไปกระตุ้นทำให้ความดันสูงนอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ด หรืออาหารหวานมาก รวมทั้งผลไม้อย่างลำไย ขนุน ทุเรียน
4. โรคตับและถุงน้ำดี : หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อาหารมัน เนื้อติดมัน เครื่องในสัตว์ อาหารทอด อาหารหวานจัด เพราะแพทย์จีนถือว่า ตับและถุงน้ำดี มีความสัมพันธ์กับระบบย่อยอาหาร การได้อาหารประเภทดังกล่าวมากเกินไป จำทำให้สมรรถภาพของการย่อยอาหารอ่อนแอลง และเกิดโทษต่อตับและถุงน้ำดีอีกต่อหนึ่ง
5. โรคหัวใจและโรคไต : ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด เพราะจะทำให้มีการเก็บกักน้ำ การไหลเวียนเลือดจะช้า ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น ไตต้องทำงานขับเกลือแร่มากขึ้น ส่วนอาหารรสเผ็ดก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะทำให้กระตุ้นการไหลเวียนสูญเสียพลังงานและ หัวใจก็ทำงานหนักขึ้นเช่นกัน
6. โรคเบาหวาน : หลกเลี่ยงอาหารรสหวาน หรือแป้งที่มีแคลอรี่สูง เช่น มันฝรั่งเ มันเทศ ควรรับประทานอาหารพวกถั่ว เช่น เต้าหู้ นมวัว เนื้อสันไม่ติดมัน ปลา ผักสด
7. นอนไม่หลับ : หลีกเลี่ยงชา กาแฟ รวมทั้งการสูบบุหรี่ เพราะอาหารเหล่านี้ มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท ทำให้ไม่ง่วงนอน หรือนอนไม่หลับสนิท
8. โรคริดสีดวงทวาร หรือท้องผูก : หลีกเลี่ยงอาหารประเภทหอม กระเทียม หอม ขิงสด พริกไทย พริก เพราะอาหารเหล่านี้อาจทำให้ท้องผูก หลอดเลือดแตก และอาการริดสีดวงทวารกำเริบ
9. ลมพิษ ผิวหนังอักเสบ หรือโรคหอบหืด : ควรหลีกเลี่ยงเนื้อแพะ เนื้อปลา กุ้ง หอย ปู ไข่ นม และอาหารรสเผ็ด เพราะจะไปกระตุ้นและทำให้อาหารผิวหนังกำเริบ
10. สิว หรือต่อมไขมันอักเสบ : งดอาหารเผ็ดและมัน เพราะทำให้เกิดการสะสมความร้อนชื้นของกระเพาะอาหาร ม้าม มีผลต่อ ความร้อนชื้นไปอุดตันพลังของปอด ควบคุมผิวหนัง ขน ตามร่างกาย ทำให้เกิดสิว

Page 3 of 7«12345»...Last »