จำนวนผู้เข้าชม

  • 23692

ปฏิทิน

February 2012
M T W T F S S
« Apr    
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
272829  

มะรุม ต้นไม้เพื่อชีวิต

จากบางส่วนของหนังสือ “มะรุม ต้นไม้เพื่อชีวิต” ของคุณ วิไลวรรณ อนุสารสุนทรได้ระบุว่าผลจากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์คุณค่าทางโภชนาการของใบมะรุม ดังนี้

•มีไวตามีน C มากกว่าส้ม 7 เท่า
•มีแคลเซี่ยม มากกว่านม 4 เท่า
•มีไวตามีน A มากกว่าแครอท 4 เท่า
•มีโปแตสเซี่ยม มากกว่ากล้วย 3 เท่า
•มีโปรตีน มากกว่านม 2 เท่า

ประโยชน์จากส่วนต่างๆของต้นมะรุม

ใบสด

เพื่อให้ได้ประโยชน์เต็มที่ ควรรับประทานใบสด ที่ไม่แก่ หรืออ่อนเกินไป ควรรับประทานใบสดที่ไม่แก่หรืออ่อนจนเกินไปนัก เพื่อให้ได้ประโยชน์เต็มที่

เด็กแรกเกิดถึง 1 ปี คั้นน้ำจากใบเพียง 1 หยด ผสมกับนมให้ดื่มเพียง 1 หยด ต่อ 1-2 วัน ใบมะรุมนี้มีธาตุเหล็กสูงมาก ฉะนั้นทารกในวัยเจริญเติบโต – 2 ขวบ จึงไม่ควรทาน มากเด็กที่เริ่มทานอาหารได้ถึง 3-4 ขวบ ควรทานวันละไม่เกิน 2 ใบ เพิ่มจำนวนขึ้นทีละใบตามอายุ จนถึง 10 ขวบ เด็กวัยรุ่นและผู้ใหญ่ รับประทานวันละ 1 กิ่ง จะทานสดหรือประกอบอาหารก็ได้ ถ้าจะให้ได้ผลรวดเร็ว ควรคั้นน้ำดื่มประมาณวันละ 1 ช้อนโต๊ะสำหรับผู้ใหญ่ หรือ 1 ช้อนชาสำหรับเด็ก

การรับประทานสุกควรลวกแต่พอควรเพราะการถูกความร้อนนานเกินไปจะทำให้สารอาหารหลายชนิดเสื่อมคุณภาพลงไปมาก ถ้าสามารถรับประทานสดได้จะดีมาก ใช้ทำสลัดรวมกับผักสด หรือวางบนแซนวิช

การใช้ใบสดปรุงอาหารต่าง ๆ สามารถทำได้ตามความต้องการและควาถนัด เนื่องจากใบมะรุมมีธาตุเหล็กสูง ฉะนั้นจึงไม่ควรให้ทารกในวัยเจริญเติบโตถึง ๒ ขวบ รับประทานในปริมาณที่มากเกินไป

ใบมะรุมสด ก็เหมือนผักใบเขียวทุกชนิด ไม่ควรรับประทานเป็นจำนวนมาก เพราะจัดเป็นยาถ่ายประเภทหนึ่ง เมื่อเริ่มรับประทาน บางท่านอาจจะมีอาการท้องเสีย อาการต่างๆ มิได้เกิดขึ้นกับทุกคน เข้าใจว่าเป็นไปตามสภาพร่างกายของแต่ละคน บางคนอาจจะมีผื่นคัน เป็นลมพิษทันทีหลังรับประทาน

ท่านอาจารย์ สุทธิวัสส์ คำภา ได้ให้คำอธิบายว่า เป็นผลมาจากการที่ร่างกายได้สะสมสารพิษไว้เป็นจำนวนมาก หากเกิดอาการเช่นนั้น ให้หยุดรับประทานชั่วคราว ทำเช่นนี้หลายๆ ครั้ง อาการจะดีขึ้นตามลำดับ

การรับประทานใบสด ไม่ควรถูกความร้อนนาน เพราะจะทำให้สูญเสียสารอาหารหลายชนิด ใบสดใช้จิ้มน้ำพริก ใสแกง ใส่สลัด และใส่แซนด์วิช ใบสดเปล่าๆจะมีรสเผ็ด แต่เมื่อนำมารับประทานกับข้าวหรือแซนด์วิช จะไม่รู้สึกเผ็ดเลย

การรับประทานน้ำคั้นใบมะรุมสด ดื่มวันละ 1 ช้อนโต๊ะ จะสามารถรักษาอาการของโรคเบาหวานได้และควบคุมความดันโลหิตสูงได้ด้วย การรับประทานใบสดวันละ 1-3 กิ่ง หรือใช้ประกอบอาหาร จะทำให้มีสุขภาพแข็งแรง ไม่เป็นหวัด ไม่ปวดศรีษะอย่างรุนแรง

การรับประทานใบตากแห้งจะให้ผลดีกว่าใบสด เพราะสามารถรับประทานได้มากกว่า สะดวกในการพกพา ช่วยรักษาอาการปวดเมื่อยตามข้อกระดูก ภายในระยะเวลาประมาณ 1 เดือน

ใบตากแห้งสามารถนำใบมาตากแห้งโดยการตากในที่ร่มอย่าให้โดนแดด เมื่อแห้งสนิทดีแล้วนำมาป่นเป็นผงบรรจุในหลอดแคปซูลเพื่อสะดวกแก่การพกพา ในกรณีที่เดินทางและหาใบสดไม่ได้ใช้ทำเป็นน้ำชาไว้ดื่มได้ตลอดวัน แต่ใบแห้งจะขาดไวตามินซีและไวตามินบี ตลอลีน และแร่ธาตุบางจำพวกที่สูญหายในระหว่างการทำให้แห้ง ควรเก็บผงมะรุมไว้ในที่มืด เช่น ขวดพลาสติกชนิดทึบ เพื่อกันการเสื่อมคุณภาพ แต่คุณสมบัติอื่นๆ ยังคงเดิม เนื่องจากมะรุมเป็นพืชสมุนไพรกลางบ้าน ดังนั้น การให้ได้ผลย่อมช้ากว่ายาแผนสมัยใหม่ การที่จะใช้ให้ได้ผลอย่างจริงจังต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3 เดือน และต้องใช้ติดต่อกันอย่างสม่ำเสมอจะให้ผลเป็นที่น่าพอใจ ร่างกายจะแข็งแรงอยู่เสมอ คนธรรมดาที่ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคก็สามารถใช้ได้เพื่อป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อต่างๆ สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายเป็นอย่างดียิ่ง

การทำใบมะรุมตากแห้ง

ก่อนเก็บ 1วัน ให้ฉีดน้ำล้างใบให้สะอาด จากนั้นนำไปผึ่งให้แห้งในที่ร่ม ถ้าตากแดดต้องคลุมผ้าให้มิด ใบแห้งสนิทจะสังเกตได้ง่ายคือใบจะกรอบแตกง่าย ถ้าไม่แห้งให้เปิดเตาอบ อุณหภูมิเท่าแสงแดด ใส่ใบมะรุมเข้าไปอบประมาณ 10 นาที ถ้าจะเก็บไว้ดื่มเป็นน้ำชา ให้เก็บเข้าในขวดที่ทึบที่แสงผ่านเข้าไม่ได้ป้องกันการเสื่อมคุณภาพ หรือบรรจุแคปซูลไว้รับประทาน

การทำใบมะรุมแห้ง

1.วิธีใช้แดดตากแห้ง ให้หักก้านของใบมะรุมออกจากกิ่งแล้วนำไปตากในกระด้งหรือตะแกรงหรือตาข่ายตาละเอียด เริ่มบ่ายให้กลับเอาด้านล่างขึ้นตกเย็นเอาเก็บในที่อากาศถ่ายเท รุ่งขึ้นพลิกกลับด้านแล้วเอาตากเหมือนเดิม คราวนี้ใบมะรุมทั้งหลายไม่ว่าแก่หรือสาวก็จะทยอยร่วงลงในตะเกรง ครั้นพอถึงเที่ยงให้รูดเอาใบที่ยังติดอยู่กับก้านออกเอาก้านใหญ่ทิ้งก้านเล็ก ๆ ใช้ได้ ใบอ่อนใบแก่ ยอด ดอก เอาหมดใช้นิ้วลากทั่วตะแกรง เพื่อให้ใบมะรุมเสมอกัน ถ้าแดดดี 2 วันแห้ง แล้วเอาไปปั่นด้วยเครืองปั่นพริก ถ้าจะทำขายปั่นแล้วต้องใช้ ตะแกรงร่อนเอาหยาบๆ ออกมาปั่นใหม่จนหมด ถ้าขณะปั่นเมื่อเปิดฝาโถปั่นออกแล้วไม่เห็นฝุ่นของใบมะรุมแสดงว่ายังมีความชื้นอยู่มาก ให้นำไปตากต่ออีกราวครึ่งวันเป็นอันนำมาบดได้
2.แบบใช้เตาอบ ให้ตากใบมะรุมนาน 1 แดดเหมือนวิธีที่ 1 แต่ตากเพียงแค่แดดเดียว พอตกเย็นรูดใบใส่ตะแกรงเอาเข้าเตาอบ 40-50 องศา อบต่ออีก 18 ชั่วโมง และหมั่น กลับทุก 6 ชั่วโมง แห้งแล้วเอามาบดได้ บดเสร็จแล้วใส่ขวดมีฝาป้อกเป็กปิด ตั้งใว้บนโต๊ะอาหารใส่ในข้าวทุกมื้อ 20 วันเท่านั้น โรคแปลกจะทุเลา ทำแล้วครั้งหนึ่งไม่ควรเก็บนาน กว่า 6 เดือน ส่วนดอกที่กำลังบานและเปลือกรากใช้อบให้แห้ง แล้วเอามาชงเป็นชากินลดความดันเบาหวาน ชาดอกมะรุมหอมชื่นใจ ขอบอกภาพเมล็ดมะรุมแห้งแล้ว ใช้สกัดเอาน้ำมันได้ กากใช้กรองน้ำให้สะอาดและทำปุ๋ยหมัก

การทำผงมะรุม

1.บดด้วยเครื่องบดกาแฟ
2.ใส่ครกตำให้ละเอียด
3.ถ้าไม่สามารถหาสิ่งเหล่านี้ได้ ก็ให้เอาใบมะรุมแห้งใส่ตะแกรงถี่ๆ แล้วใช้แปรงลวดปัดไปปัดมาจะได้ผงมะรุมแห้ง

ผล

รับประทานได้ทั้งฝักอ่อนและฝักแก่พอสมควร ฝักแก่จะใช้ลำบากเพราะต้องปอกเปลือก เช่นใช้แกงส้มหรือขูดเอาแต่เนื้อในมาทำแกงกะหรี่ ฝักอ่อนขนาดถั่วฝักยาวสามารถนำมาทำอาหารได้มากมายหลายชนิด อาทิเช่น แกงส้มฝักมะรุม ฝักมะรุมอ่อนผัดน้ำมันหอย ยำฝักมะรุมอ่อน (เหมือนยำถั่วพลู) สลัดสดใบมะรุมผักรวม ทอดมันปลากับฝักมะรุมอ่อน แกงเลียงฝักมะรุมอ่อนและใบมะรุม แกงเผ็ดฝักมะรุมอ่อน ไข่ยัดไส้ใบมะรุมหมูสับ ดอกมะรุมชุบไข่ทอดผัดพริกขิงฝักมะรุมอ่อน ผัดจืดฝักมะรุมอ่อนใส่ไข่และกุ้ง ผัดเผ็ดฝักมะรุมอ่อนยอดพริกไทยกับไก่ ฝักมะรุมอ่อนผัดขี้เมา ไก่อบฝักมะรุมอ่อน ยอด ดอก และฝักมะรุมอ่อนจิ้มน้ำพริก ต้มจืดหมูสับใบมะรุมอ่อน ผัดฝักมะรุมอ่อนกับเห็ดสดต่างๆ ราดหน้าฝักและใบมะรุมอ่อนไก่/หมู แกงจืดใบมะรุมอ่อนเต้าหู้ ผัดฝักมะรุมอ่อนกับเห็ดหูหนู จีน แกงจืดวุ้นเส้นใบมะรุมอ่อนใส่เห็ดสด แกงเขียวหวานหรือแกงแดงฝักมะรุมอ่อน (จะใส่เนื้อ/ไก่ก็ได้ตามชอบ) ยอด ดอก และฝักมะรุมอ่อนชุบแป้งเทมปุระทอด เหล่านี้เป็นต้น

ดอกมะรุม

ดอกมะรุมต้องรับประทานสุกเท่านั้น ใช้ต้มทำน้ำชา กลิ่นชาจะช่วยทำให้ นอนหลับสบาย นำมาชุบไข่ทอดหรือทำแกงส้มก็ได้ แต่ไม่ควรรับประทานมากเกินไป จะทำให้ท้องเสีย

ฝัก

•ปรุงเป็นอาหารรับประทานแก้ไข้หัวลม

ราก

•มีรสเผ็ด หวานขม แก้บวม บำรุงไฟธาตุ มีคุณเสมอกับกุ่มบก
•แก้พิษ ฝี แก้ปวด แก้อักเสบ

เปลือกจากลำต้น

มีรสร้อน รับประทานเป็นยาขับลมในลำไส้ ทำให้ผายหรือเรอ คุมธาตุอ่อนๆ (ตัดต้นลมดีมาก) นำเปลือกจากลำต้นมาสับเป็นชิ้นเล็กๆ รวมกับเปลือกต้นปีป ถ้าไม่มีปีปใช้อย่างเดียวก็ได้นำมาห่อในผ้าขาวบางทำเป็นลูกประคบ นึ่งให้ร้อนแล้วนำมาประคบ แก้โรคปวดหลังหรือปวดขาได้เป็นอย่างดี * ร้านขายยาจีนนำมาใช้เข้าเครื่องยาจีนรักษาโรคหลายประเภท*

แพทย์ตามชนบท ใช้เปลือกมะรุมสดๆ ตำบุบพอแตกๆ อมไว้ข้างแก้ม แล้วรับประทานสุราจะไม่รู้สึกเมาเลย

จากประสบการณ์ เนื้อในเมล็ดมะรุม ใช้แก้ไอได้ดี ใบสดมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ มีแคลเซียม วิตามินซี แร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก การรับประทานเนื้อในเมล็ด และใบสดเป็นประจำสามารถเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกายได้

กากของเมล็ด

กากที่เหลือจากการทำน้ำมันสามารถนำมาใช้ในการกรองหรือทำน้ำให้บริสุทธิ์เป็นน้ำดื่มได้ กากของเมล็ดมีคุณสมบัติเป็นยาฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพสูงเป็นอย่างยิ่ง จากนั้นนำมาทำปุ๋ยต่อได้

เมล็ด

สามารถนำเมล็ดมะรุมมาสกัดน้ำมันเพื่อใช้ประโยชน์ได้มากมายเช่นใช้ทำอาหารได้ รักษาโรคปวดตามข้อ โรคเก๊า รักษาโรครูมาติซั่ม และรักษาโรคผิวหนัง แก้ผิวแห้ง ใช้แทนยารักษาผิวให้ชุ่มชื้น รักษาโรคอันเกิดจากเชื้อรา

เมล็ดแก่ เมล็ดมะรุมก็เช่นเดียวกับใบมะรุมมีคุณค่ามหาศาล เพียงวันละ 1 เม็ดก่อนนอน จะช่วยให้การขับถ่ายในตอนเช้าเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ เมื่อการขับถ่ายกลับเป็นปกติ ขอแนะนำควรหยุดทานเพราะเมล็ดมะรุมเป็นยาปฏิชีวนะอย่างอ่อน

น้ำมันมะรุม นอกจากประโยชน์ต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาแล้ว เมล็ดมะรุมยังให้น้ำมันที่มีคุณสมบัติเป็นเลิศอีกด้วย สรรพคุณใช้หยอดจมูกรักษาโรคภูมิแพ้ ไซนัสโรคทางเดินหายใจ ใช้หยอดหูฆ่าและป้องกันพยาธิในหู รักษาอาการเยื่อบุหูอักเสบ รักษาโรคหูน้ำหนวก ใช้ทาผิวหนังรักษาโรคผิวหนังจากเชื้อราและเชื้อไวรัส รักษาโรคเริม งูสวัด รักษาและบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้น ใช้ทารักษาแผลสด หูด ตาปลา ใช้ถูนวดบรรเทาอาการบริเวณที่ปวดบวมตามข้รักษาโรคไขข้ออักเสบ เก๊าท์ รูมาติก เป็นต้น

สรรพคุณต่างๆ ของน้ำมันมะรุม

1.ใช้ปรุงอาหารได้เช่นเดียวกับน้ำมันมะกอก
2.ช่วยบำรุงผิวแห้งให้ชุ่มชื้น และช่วยชลอความเหี่ยวย่นของผิว
3.ช่วยรักษาโรคเชื้อราตามผิวหนัง เช่น น้ำกัดเท้า
4.ช่วยรักษาแผลถูกมีดบาด หรือแผลสดเล็กๆน้อยๆ
5.ลดอาการผื่นคันตามผิวหนัง
6.ลดอาการปวดบวมของโรคไขข้ออักเสบ, โรคเก๊าท์
7.ช่วยรักษาอาการแผลในช่องปาก
8.นวดกระชับกล้ามเนื้อบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
9.ช่วยบรรเทาอาการเกิดสิวบนใบหน้า
10.ช่วยลดจุดด่างดำของผิว
11.ใช้นวดศีรษะรักษาโรคเชื้อราบนหนังศีรษะ
12.ช่วยถอนพิษแมลงสัตว์กัดต่อย
13.บรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย
14.ใช้เป็นน้ำมันหล่อลื่นประจำบ้าน ทำให้สิ่งของไม่เป็นสนิม

วิธีทำน้ำมันมะรุม นำเมล็ดมะรุมที่แห้งคาต้น(ต้องแห้งคาต้น) มาบดให้ละเอียด ใส่หม้อ เติมน้ำให้ท่วมเป็น2เท่า ตั้งไฟเดือดแล้วหรี่ไฟลง เคี่ยวไฟอ่อนๆ ไปเรื่อยๆ พอน้ำเริ่มงวด น้ำมันจะซึมขึ้นมา เช่นเดียวกับการทำ น้ำมันมะพร้าว ถ้ามีน้ำเหลือติดนิดหน่อยไม่เป็นไร ทิ้งให้เย็นแล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง บีบน้ำมันออกให้มากที่สุด นำน้ำมันที่บีบได้ ไปตั้งไฟอ่อนๆอีกครั้ง เพื่อให้น้ำระเหยออกให้หมด พอเย็นกรอกใส่ขวด เก็บไว้ใช้ได้นาน

วิธีทำน้ำมันมะรุมด้วยวิธีนี้คุณประโยชน์จะสูญเสียไปเนื่องจากความร้อน วิธีการสกัดเย็นจากเครื่องบีบอัดแบบสกรูเพรสจะคงคุณประโยชน์ของเมล็ดมะรุมได้ดังเดิม

ด้วยความอนุเคราะห์จากการรวบรวมข้อมูลของ
อาจารย์ลัดดาวรรณ อินทร์ดี
วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุดรธานี
อำเภอเมืองอุดรธานี
อุดรธานี
41000

มะรุม พืชมหัศจรรรย์

สรรพคุณมะรุมจากหนังสือนิตยสารหมอชาวบ้านปีที่ 29 ฉบับที่ 338 มิถุนายน 2550

มะรุม เป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณในหลายด้าน เช่น
ราก จะมีรสเผ็ด หวาน ขม แก้อาการบวม บำรุงไฟธาตุ
เปลือก จะมีรสร้อน ช่วยขับลม
ใบ ช่วยแก้เลือดออกตามไรฟัน แก้อักเสบ
ดอก ช่วยบำรุงร่างกาย ขับปัสสาวะ ขับน้ำตา
ฝัก รสหวาน แก้ไข้หรือลดไข้ เป็นต้น
ส่วนที่ใช้: เปลือกต้น ราก ฝัก ใบ เนื้อในเมล็ด

สรรพคุณ:

•ฝัก – ปรุงเป็นอาหารรับประทานแก้ไข้หัวลม
•เปลือกต้น – มีรสร้อน รับประทานเป็นยาขับลมในลำไส้ ทำให้ผายหรือเรอ คุมธาตุอ่อนๆ (ตัดต้นลมดีมาก)
•ราก – มีรสเผ็ด หวานขม แก้บวม บำรุงไฟธาตุ มีคุณเสมอกับกุ่มบก แก้พิษ ฝี แก้ปวด แก้อักเสบ แพทย์ตามชนบท ใช้เปลือกมะรุมสดๆ ตำบุบพอแตกๆ อมไว้ข้างแก้ม แล้วรับประทานสุราจะไม่รู้สึกเมาเลย
จากประสบการณ์ เนื้อในเมล็ดมะรุม ใช้แก้ไอได้ดี ใบสดมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ มีแคลเซียม วิตามินซี แร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก การรับประทานเนื้อในเมล็ด และใบสดเป็นประจำสามารถเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกายได้

ข้อควรระวัง

ในคนที่เป็นโรคเลือด G6PD ไม่ควรรับประทาน “มะรุม” มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Moringa oleifera Lam. วงศ์ Moringaceae เป็นพืชกำเนิดแถบใต้เชิงเขาหิมาลัย เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางที่ถูกปลูกไว้ในบริเวณบ้านไทยมาแต่โบราณ กินได้หลายส่วน ทั้งยอด ดอก และฝักเขียว แต่ใครๆ ก็นิยมกินฝักมากกว่าส่วนอื่นๆ ต้นมะรุมพบได้ทุกภาคในประเทศไทย ทางอีสานเรียก “ผักอีฮุม หรือผักอีฮึม” ภาคเหนือเรียก “มะค้อมก้อน” ชาวกะเหรี่ยงแถบกาญจนบุรีเรียก “กาแน้งเดิง” ส่วนชานฉานแถบแม่ฮ่องสอนเรียก “ผักเนื้อไก่” เป็นต้น

ผู้เฒ่าผู้แก่นิยมกินมะรุมในช่วงต้นหนาวเพราะเป็นฤดูกาลของฝักมะรุม หาได้ง่าย รสชาติอร่อยเพราะสดเต็มที่ มีขายตามตลาดในช่วงฤดูกาล คนที่ปลูกมะรุมไว้ในบ้านเท่านั้นจึงจะมีโอกาสลิ้มรสยอดมะรุม ใบอ่อน ช่อดอกและฝักอ่อน ช่อดอกนำไปดองเก็บไว้กินกับน้ำพริก ยอดมะรุม ใบอ่อน ช่อดอก และฝักอ่อนนำมาลวกหรือต้ทให้สุก จิ้มกับน้ำพริกปลาร้า น้ำพริกแจ่วบอง กินแนมกับลาบ ก้อย แจ่วได้ทุกอย่าง หรือจะใช้ยอดอ่อน ช่อดอกทำแกงส้มหรือแกงอ่อมก็ได้

ส่วนอื่นๆ ของโลกจะใช้ใบมะรุมประกอบอาหารเช่นเดียวกับการใช้ผักขมฝรั่ง หรือปรุงเป็นซอสข้นราดข้าวหรืออาหารแป้งอื่นๆ นอกจากนี้ ใช้ใบตากแห้งป่นเก็บไว้ได้นานโรยอาหาร เช่นเดียวกับที่ภูมิปัญญาอีสานจังหวัดสกลนครใช้ใบมะรุมแห้งปรุงเข้าเครื่อง “ผงนัว” กับสมุนไพรอื่นไว้แต่งรสอาหารมาแต่โบราณ ส่วนฝักอ่อนปรุงอาหารเหมือนถั่วแขก

คุณค่าทางอาหารของมะรุม

มะรุมเป็นพืชมหัศจรรย์ มีคุณค่าทางโภชนาการสูงสุด กล่าวถึงในคัมภีร์ใบเบิ้ลว่าเป็นพืชที่รักษาทุกโรค ใบมะรุมมีโปรตีนสูงกว่านมสด 2 เท่า การกินใบมะรุมตามชนบทของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศโลกที่ 3 เป็นการเพิ่มโปรตีนคุณภาพสูงราคาถูกให้กับอาหารพื้นบ้าน นอกจากนี้ มะรุมมีธาตุอาหารปริมาณสูงเป็นพิเศษที่ช่วยป้องกันโรค นั่นคือ

•วิตามินเอ บำรุงสายตามีมากกว่าแครอต 3 เท่า
•วิตามินซี ช่วยป้องกันหวัด 7 เท่าของส้ม
•แคลเซียม บำรุงกระดูกเกิน 3 เท่าของนมสด
•โพแทสเซียม บำรุงสมองและระบบประสาท 3 เท่าของกล้วย
•ใยอาหารและพลังงาน ไม่สูงมากเหมาะกับผู้ที่ควบคุมน้ำหนักอีกด้วย
•น้ำมันสกัดจากเมล็ดมะรุม มีองค์ประกอบคล้ายน้ำมันมะกอกดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง

จากอาหารมาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ

ปัจจุบันชาวญี่ปุ่นผลิตชาใบมะรุมออกจำหน่ายผลิตภัณฑ์ระบุว่าใช้แก้ไขปัญหาโรคปากนกกระจอก หอบหืด อาการปวดหูและปวดศรีษะ ช่วยบำรุงสายตา ระบบทางเดินอาหาร และช่วยระบายกาก

ประเทศอินเดีย หญิงตั้งครรภ์จะกินใบมะรุมเพื่อเสริมธาตุเหล็ก แต่ที่ประเทศที่ฟิลิปปินส์และบอสวานาหญิงที่เลี้ยงลูกด้วยนมจะกินแกงจืดใบมะรุม (ภาษาฟิลิปปินส์ เรียก “มาลังเก”) เพื่อประสะน้ำนมและเพิ่มแคลเซียมให้กับน้ำนมแม่เหมือนกับคนไทย

ประโยชน์ของมะรุม

1.ใช้รักษาโรคขาดอาหารในเด็กแรกเกิดถึง 10 ขวบ และลดสถิติการเสียชีวิต พิการ และตาบอดได้เป็นอย่างดี
2.ใช้รักษาผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานให้อยู่ในภาวะควบคุมได้
3.รักษาโรคความดันโลหิตสูง
4.ช่วยเพิ่มและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ทานผลิตผลจากมะรุมในระหว่างตั้งครรภ์ เด็กที่เกิดมาจะไม่ติดเชื้อHIV นอกจากนี้ถ้ารับประทานอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้งยังช่วยให้คนทั่วๆไปสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง
5.ช่วยรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ให้อยู่ในภาวะควบคุมได้ การรักษาโรคเอดส์ที่ประสพผลสำเร็จในกลุ่มประเทศแอฟริกา
6.ถ้ารับประทานสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคมะเร็ง แต่ถ้าหากเป็นก็จะช่วยให้การรักษาพยาบาลง่ายขึ้น ในบางกรณีสามารถหยุดการเจริญเติบโตของโรคร้ายได้ ถ้าใช้ควบคู่ไปกับยาแพทย์แผนปัจจุบัน หากผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งได้รับการรักษาด้วยรังสี การดื่มน้ำมะรุมจะช่วยให้การแพ้รังสีฟื้นตัวเร็วขึ้นและมีร่างกายที่แข็งแรง
7.ช่วยรักษาโรคไขข้ออักเสบ โรคเก๊าท์ โรคกระดูกอักเสบ โรคมะเร็งในกระดูก โรครูมาติซั่ม
8.รักษาโรคตาเกือบทุกชนิด เช่น โรคตามืดตามัวเพราะขาดสารอาหารที่จำเป็น โรคตาต้อ เป็นต้น หากรับประทานสม่ำเสมอ จะทำให้ตามีสุขภาพที่สมบูรณ์
9.รักษาโรคลำไส้อักเสบ โรคเกี่ยวกับท้อง ท้องเสีย ท้องผูก โรคพยาธิในลำไส้
10.รักษาปอดให้แข็งแรง รักษาโรคทางเดินของลมหายใจ และโรคปอดอักเสบ
11.เป็นยาปฏิชีวนะ

น้ำมันมะรุม

สรรพคุณ: ใช้หยอดจมูกรักษาโรคภูมิแพ้ ไซนัสโรคทางเดินหายใจ ใช้หยอดหูฆ่าและป้องกันพยาธิในหู รักษาอาการเยื่อบุหูอักเสบ รักษาโรคหูน้ำหนวก ใช้ทาผิวหนังรักษาโรคผิวหนังจากเชื้อราและเชื้อไวรัส รักษาโรคเริม งูสวัด รักษาและบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้น ใช้ทารักษาแผลสด หูด ตาปลา ใช้ถูนวดบรรเทาอาการบริเวณที่ปวดบวมตามข้อ รักษาโรคไขข้ออักเสบ เก๊าท์ รูมาติก เป็นต้น

ชะลอความแก่ กล่าวกันว่ามะรุมมีฤทธิ์ชะลอความแก่ เนื่องจากยังไม่พบรายงานการวิจัยเกี่ยวกับมะรุมในด้านนี้ คาดว่าเป็นการสรุปเนื่องจากมะรุมมีสารฟลาโวนอยด์สำคัญคือ รูทินและเควอเซทิน (rutin และ quercetin) สารลูทีนและกรดแคฟฟีโอลิลควินิก (lutein และ caffeoylquinic acids) ซึ่งต้านอนุมูลอิสระ ดูแลอวัยวะต่างๆ ได้แก่ จอประสาทตา ตับ และหลอดเลือดจากการเสื่อมสภาพตามอายุ การกินสารต้านอนุมูลอิสระชะลอการเสื่อมสภาพในเซลล์ร่างกาย

ฆ่าจุลินทรีย์ สารเบนซิลไทโอไซยาเนตโคไซด์และเบนซิลกลูโคซิโนเลตค้นพบในปี พ.ศ. 2507 จากมะรุมมีฤทธิ์ต้านจุลชีพ สนับสนุนการใช้น้ำคั้นจากมะรุมหยอดหูแก้ปวดหู ปัจจุบันหลังจากค้นพบแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร Helicobactor pylori กำลังมีการศึกษาสารจากมะรุมในการต้านเชื้อดังกล่าว

การป้องกันมะเร็ง สารเบนซิลไทโอไซยาเนตไกลโคไซด์ชนิดหนึ่งและสารไนอาซิไมซิน (niazimicin) จากมะรุมสามารถต้านการเกิดมะเร็งที่ถูกกระตุ้นโดยสารฟอบอลเอสเทอร์ในเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวได้ การทดลองในหนูพบว่าหนูที่ได้รับฝักมะรุมเป็นอาการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังจากการกระตุ้นน้อยกว่ากลุ่มทดลอง โดยกลุ่มที่กินมะรุมเนื้องอกบนผิวหนังน้อยกว่ากลุ่มควบคุม

ฤทธิ์ลดไขมันและคอเลสเทอรอล

จากการทดลอง 120 วัน ให้กระต่ายกินฝักมะรุม วันละ 200 กรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวันเทียบกับยาโลวาสแตทิน 6 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวันและให้อาหารไขมันมาก ใบมะรุม 100 กรัม (คุณค่าทางโภชนาการของอาหารอินเดีย พ.ศ. 2537)

•พลังงาน 26 แคลอรี
•โปรตีน 6.7 กรัม (2 เท่าของนม)
•ไขมัน 0.1 กรัม
•ใยอาหาร 4.8 กรัม
•คาร์โบไฮเดรต 3.7 กรัม
•วิตามินเอ 6,780 ไมโครกรัม (3 เท่าของแครอต)
•วิตามินซี 220 มิลลิกรัม (7 เท่าของส้ม)
•แคโรทีน 110 ไมโครกรัม
•แคลเซียม 440 มิลลิกรัม (เกิน 3 เท่าของนม)
•ฟอสฟอรัส 110 มิลลิกรัม
•เหล็ก 0.18 มิลลิกรัม
•แมกนีเซียม 28 มิลลิกรัม
•โพแทสเซียม 259 มิลลิกรัม (3 เท่าของกล้วย)
ทั้งนี้ กลุ่มที่กินมะรุมและยามีคอเลสเทอรอลฟอสโฟไลพิด ไตรกลีเซอไรด์ VLDL LDL ปริมาณคอเลสเทอรอลต่อฟอสโฟไลพิด และ atherogenic index ต่ำลง ทั้ง 2 กลุ่มมีการสะสมไขมันในตับ หัวใจ และหลอดเลือดแดงใหญ่ (เอออร์ตา) โดย กลุ่มควบคุมปัจจัยด้านการสะสมไขมันในอวัยวะเหล่านี้ไม่มีค่าลดลงแต่อย่างใด กลุ่มที่กินมะรุมพบการขับคอเลสเทอรอลในอุจจาระเพิ่มขึ้น ผู้วิจัยจึงสรุปว่าการกินมะรุมมีผลลดไขมันในร่างกาย ที่ประเทศอินเดียมีการใช้ใบมะรุมลดไขมันในคนที่มีโรคอ้วนมาแต่เดิม การศึกษาการกินสารสกัดใบมะรุมในหนูที่กินอาหารไขมันสูงมีปริมาณคอเลสเทอรอลในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญเทียบกับกลุ่มควบคุม นอกจากนี้กลุ่มทดลองมีปริมาณไขมันในตับและไตลดลง สรุปว่าการให้ใบมะรุมเพื่อลดปริมาณไขมันทางการแพทย์อินเดียสามารถวัดผลได้ในเชิงวิทยาศาสตร์จริง

ฤทธิ์ป้องกันตับ

งานวิจัยการให้สารสกัดแอลกอฮอล์ของใบมะรุมกรณีทำให้ตับหนูทดลองเกิดความเสียหายโดยไรแฟมไพซิน พบว่าสารสกัดใบมะรุมมีฤทธิ์ป้องกันตับ โดยมีผลกับระดับเอนไซม์แอสาเทตอะมิโนทรานสเฟอเรส อะลานีน ทรานมิโนทรานสเฟอเรส อัลคาไลน์ฟอสฟาเทส และบิลิรูบินในเลือด และมีผลกับปริมาณไลพิดและไลพิดเพอร์ออกซิเดสในตับ โดยดูผลยืนยันจากการตรวจชิ้นเนื้อตับ สารสกัดใบมะรุมและซิลิมาริน (silymarin กลุ่มควบคุมบวก) มีผลช่วยการพักฟื้นของการถูกทำลายของตับจากยาเหล่านี้

เอกสารอ้างอิง:

•Nature’s Medicine Cabinet by Sanford Holst
•The Miracle Tree by Lowell Fuglie
•LA times March 27th 2000 article wrote by Mark Fritz.
•WWW.PUBMED.GOV. (Search for Moringa)
•Antiviral Research Volume 60, Issue 3, Nov. 2003, Pages 175-180: Depts. of Microbiology, Pharmaceutical Botany, Pharmacology, Faculty of Pharmaceutical Science, Chulalongkorn University, Bangkok.
•นิตยสารหมอชาวบ้านปีที่ 29 ฉบับที่ 338 มิถุนายน 2550

Page 2 of 7«12345»...Last »